วิธีเลือกระบบกรองสารเคมีให้เหมาะกับโรงงาน ลดต้นทุนระยะยาว

แนะนำวิธีเลือกกรองสารเคมีให้เหมาะกับโรงงานเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว

วิธีเลือกระบบกรองสารเคมีให้เหมาะกับโรงงาน ลดต้นทุนระยะยาว

ในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน การบริหารจัดการ "สารเคมี" ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความคุ้มค่าเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของบุคลากร และ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม การเลือก "ระบบกรองสารเคมี" (Chemical Filtration System) ที่เหมาะสม จึงไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องจักร แต่คือการวางรากฐานเพื่อลดต้นทุนการซ่อมบำรุง (Maintenance Cost) และ เพิ่มอายุการใช้งานของเครื่องจักรหลักในระยะยาว ดังนั้นบทความนี้จะเจาะลึกทุกมิติของการเลือกระบบกรองสารเคมี ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน ประเภทของวัสดุ ไปจนถึงการคำนวณความคุ้มค่า เพื่อให้ผู้ประกอบการและ วิศวกรโรงงานสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

ทำไมระบบกรองสารเคมีจึงเป็นหัวใจของการลดต้นทุน?

การปล่อยให้สารเคมีในระบบการผลิตมีสิ่งปนเปื้อน (Contaminants) ไม่ว่าจะเป็นตะกอน สนิม หรือสารแขวนลอยขนาดเล็กต่างๆ จะส่งผลกระทบแบบโดมิโนต่อต้นทุนโรงงานอย่างชัดเจน ดังนี้:

  • การสึกหรอของพัดลม มอเตอร์ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในการระบายอากาศจึงถูกสารเคมีที่เป็นกรดกัดกร่อนทำให้เกิดความเสียหายมากมายตามมา
  • การสึกหรอของปั๊ม และ วาล์ว: ของเหลวที่มีสารแขวนลอยจะทำหน้าที่เหมือนทรายขัดผิวโลหะ ทำให้ซีล และ ใบพัดปั๊มเสียหายเร็วขึ้น
  • ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อนลดลง: ในระบบ Cooling หรือ Chiller ตะกอนเคมีจะกลายเป็นตะกรัน (Scale) เคลือบผิวท่อ ทำให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิ ส่งผลให้ค่าไฟพุ่งสูงขึ้น
  • คุณภาพสินค้าตกต่ำ: ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อุตสาหกรรมอื่นเกี่ยวกับสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรด, เบส ก็สามารถทำให้ชิ้นงานเสีย (Reject) ทั้งล็อตได้ และยังส่งผลต่อสุขภาพของพนักงานตามมาอีกด้วย


วิเคราะห์ปัจจัยก่อนการเลือกกรองสารเคมี

ก่อนจะเลือกยี่ห้อ หรือ ประเภทของตัวกรองสารเคมี สิ่งที่สำคัญคือการทำ Chemical Compatibility Analysis เพื่อให้มั่นใจว่าระบบกรองจะไม่ถูกกัดกร่อนเสียหายเสียเอง

  1. คุณสมบัติทางเคมี (Chemical Properties)
    • ค่า pH: สารเคมีเป็นกรดรุนแรง หรือ ด่างจัด หรือ ไม่? ตัวถังกรอง (Housing) ต้องทนทานต่อการกัดกร่อน เช่น การใช้พลาสติกประเภท PP (Polypropylene) หรือ PVDF แทนสแตนเลสในกรณีที่เป็นกรดเข้มข้น หรือใช้สแตนเลสที่สามารถทนสารเคมีที่เป็นกรดและด่างได้
    • ความเข้มข้น (Concentration): สารเคมีบางชนิดอาจไม่กัดกร่อนที่ความเข้มข้นต่ำ แต่จะดุร้ายมากเมื่อความเข้มข้นสูงขึ้น

  2. สภาวะการทำงาน (Operating Conditions)
    • อุณหภูมิ (Temperature): อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเร่งปฏิกิริยาการกัดกร่อน และ อาจทำให้วัสดุตัวกรองบางชนิดเสียรูปได้
    • การออกแบบความเร็วลมและปริมาณลมนั้นเป็นส่วนสำคัญและเป็นหัวใจหลักของการกรองสารเคมีที่จะทำให้การกรองสารเคมีได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด

เจาะลึกประเภทของระบบกรองสารเคมีที่นิยมในอุตสาหกรรม

การเลือกประเภทของกรองสารเคมี (Chemical Filter Type) มีผลอย่างมากต่อค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง (Consumable Costs) ในแต่ละเดือนของโรงงานโดยตรง

  1. เครื่องกรองแบบสเปรย์น้ำ (Wet Scrubber) กรองหยาบ
    เหมาะสำหรับ: การกรองหยาบถึงปานกลางที่มีปริมาณสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูงมากๆ
    • ข้อดี: ลดปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีที่มีปริมาณสูงได้
    • จุดเด่น: กรองสารเคมี, ฝุ่นละอองได้

  2. เครื่องกรองแบบ Dry Scrubber กรองละเอียด
    เหมาะสำหรับ: งานที่ต้องการความละเอียดสูง (Precision Filtration)
    • ข้อดี: สามารถกรองสารเคมีได้ละเอียดสูงที่สุดและดีที่สุด
    • ประเภทไส้กรอง: มีทั้งแบบ กรองฝุ่นได้และกรองสารเคมีได้ และกรองสารเคมีอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้

  3. สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การกรองสารเคมี มีประสิทธิภาพมากที่สุด
    • ต้องทราบชื่อกลิ่นและสารเคมีที่ต้องการกรอง
    • ต้องทราบปริมาณลมเพื่อการออกแบบขนาดเครื่อง
    • ต้องมีพื้นที่สำหรับการติดตั้งเครื่อง สามารถซ่อมบำรุงและเปลี่ยน Carbon หรือ Chemical Filter ได้ง่าย

การเลือกระบบกรองสารเคมีไม่ใช่เรื่องของอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ "ความเชี่ยวชาญ" ควรเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีบริการหลังการขาย และ การให้คำปรึกษาด้านเทคนิคที่ชัดเจน เช่น บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม หรือ ระบบจัดการของเหลวในอุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนได้จริงตามเป้าหมาย ดังนั้นเราจึงขอแนะนำ JAF เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์ ระบบ Chemical Filter ซึ่งสามารถกรองมลพิษทางอากาศได้อย่างเต็มที่อีกทั้งยังช่วย การควบคุมมลพิษทางอากาศที่ครอบคลุมทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ต่างๆ โดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การใช้งาน และ แก้ปัญหาลูกค้าให้หมดไป อีกทั้งยังมีบริการให้คำปรึกษาทั้งก่อน และ บริการหลังการขายที่ดีอีกด้วย

ติดต่อสอบถาม 
บริษัท เจแปน แอร์ฟิลเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด

ที่อยู่: 499/26 หมู่ที่ 13 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540
Tel: 02-186-8942-3, 096-801-2236
Email : sales@jafthailand.com