ออกแบบระบบกรองอากาศโรงงานอย่างไรให้ตรงกับหน้างาน 

แนะนำวิธีการออกแบบระบบกรองอากาศโรงงานให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท

คุณภาพอากาศภายในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพการผลิต ความปลอดภัยของพนักงาน อายุการใช้งานของเครื่องจักร และ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม โดยหลายๆโรงงานมักเผชิญกับปัญหาฝุ่น ควัน กลิ่น ไอสารเคมี หรือ อนุภาคขนาดเล็กที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งหากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ อย่างไรก็ตาม การติดตั้งระบบกรองอากาศไม่ได้หมายความว่าโรงงานทุกแห่งจะสามารถใช้ระบบเดียวกันได้ เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีลักษณะการผลิต ประเภทมลพิษ และ สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน การออกแบบระบบกรองอากาศให้เหมาะสมกับหน้างานจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจหลักการออกแบบระบบกรองอากาศโรงงาน พร้อมปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเพื่อให้ได้ระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด

ทำไมการออกแบบระบบกรองอากาศโรงงานจึงต้องตรงกับหน้างาน

หลายองค์กรอาจเข้าใจว่าการเลือกเครื่องกรองอากาศขนาดใหญ่ หรือ ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกประเภท แต่ในความเป็นจริง การเลือกอุปกรณ์ที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะมลพิษอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น กรองฝุ่นได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ , สิ้นเปลืองพลังงาน , ค่าเปลี่ยนไส้กรองสูง , ระบบอุดตันบ่อย , อายุการใช้งานสั้น และ มีค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้น ดังนั้น การวิเคราะห์หน้างานก่อนออกแบบจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

แนะนำขั้นตอนการออกแบบระบบกรองอากาศโรงงานให้ตรงกับการใช้งานจริง

  1. ขั้นตอนการประเมินหน้างาน

    ก่อนที่จะเริ่มเลือกซื้อเครื่องจักร หรือ ระบบกรองอากาศ สิ่งแรกที่วิศวกรออกแบบระบบต้องทำคือการ "ชันสูตร" อากาศภายในพื้นที่หน้างานอย่างละเอียด การออกแบบที่ล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจากการข้ามขั้นตอนนี้ไป ทำให้ระบบที่สร้างขึ้นมาไม่สามารถดักจับมลพิษที่เกิดขึ้นจริงได้ หรือ ไส้กรองอุดตันเร็วกว่ากำหนดจนค่าใช้จ่ายบานปลาย

    1. การจำแนกประเภท และ ความเข้มข้นของมลพิษ

      มลพิษในอากาศของโรงงานอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มต้องการกลไกในการกรองที่แตกต่างกัน เช่น

      • ฝุ่น และ อนุภาคของแข็ง :
        • ฝุ่นหยาบ: เกิดจากการตัด เจียร หรือ ลำเลียงวัสดุ เช่น ฝุ่นไม้ ฝุ่นปูน ฝุ่นแป้ง (ขนาด > 10 ไมครอน)
        • ฝุ่นละเอียด : เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ ควันเชื่อม หรือ ไอโลหะ (ขนาด 0.1 - 10 ไมครอน)
      • ก๊าซ ไอระเหย และ กลิ่น :
        • สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากการพ่นสี การใช้ตัวทำละลาย กาว หรือ น้ำยาทำความสะอาด
        • ก๊าซพิษ หรือ ก๊าซกัดกร่อน เช่น ก๊าซแอมโมเนีย (ระบบทำความเย็น) ก๊าซคลอรีน หรือ กรดกำมะถันจากไลน์ชุบโลหะ
      • มลพิษทางชีวภาพ :
        • เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส สปอร์เชื้อรา และ ยีสต์ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในอุตสาหกรรมยา อาหาร และ เครื่องดื่ม
  2. มาตรฐานการกรองอากาศที่ต้องนำมาอ้างอิง

    การออกแบบระบบกรองอากาศอุตสาหกรรมไม่สามารถใช้ความรู้สึกได้ แต่ต้องอ้างอิงตามมาตรฐานสากล และ กฎหมายควบคุม เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพ และ ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานราชการ

    1. มาตรฐานการทดสอบแผ่นกรองอากาศ (ASHRAE 52.2 & ISO 16890)

      ในอดีตเรามักคุ้นเคยกับระบบ MERV ตามมาตรฐาน ASHRAE 52.2 (ระดับประสิทธิภาพการกรอง MERV 1-MERV 16) แต่ในปัจจุบัน มาตรฐาน ISO 16890 ได้เข้ามาเป็นมาตรฐานสากลหลัก โดยเปลี่ยนวิธีวัดประสิทธิภาพตามขนาดอนุภาคฝุ่นจริงในชั้นบรรยากาศ

    2. มาตรฐาน EN 1822 / ISO 29463 (สำหรับ HEPA และ ULPA Filter)

      สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความสะอาดขั้นสูงสุด เช่น ไลน์ผลิตยาและโรงพยาบาล จะต้องใช้มาตรฐานนี้ในการควบคุมแผ่นกรองความละเอียดสูง เช่น

      • HEPA (High-Efficiency Particulate Air): ประสิทธิภาพการกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอน ได้ไม่ต่ำกว่า 99.99%(คลาส H13 ถึง H14)
      • ULPA (Ultra-Low Penetration Air): ประสิทธิภาพการกรองอนุภาคขนาด 0.12 ไมครอน ได้ไม่ต่ำกว่า 99.999% (คลาส U15 ถึง U17)
  3. สถาปัตยกรรมการจัดลำดับตัวกรอง

    หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้แผ่นกรองความละเอียดสูง (เช่น HEPA) มาดักจับฝุ่นโดยไม่มีระบบกรองหยาบคอยป้องกันก่อน ผลลัพธ์คือแผ่นกรอง HEPA ซึ่งมีราคาแพงจะอุดตันภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ การออกแบบระบบที่ดีจึงต้องใช้ "การกรองแบบหลายขั้นตอน" เพื่อช่วยให้สามารถกรองได้อย่างละเอียดที่สุด

  4. การเลือกประเภทเครื่องกรองอากาศ และ ระบบดักจับฝุ่นตามประเภทอุตสาหกรรม

    หน้างานแต่ละประเภทต้องการโครงสร้างเครื่องกรอง ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นี่คือ 4 เทคโนโลยีหลักที่มักพบใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนี้

    1. เครื่องดักจับฝุ่นแบบผ้าถุง (Baghouse Dust Collector) เหมาะสำหรับโรงงานที่มีปริมาณฝุ่นหนาแน่นสูงมาก และ ฝุ่นมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ เช่น โรงงานปูนซีเมนต์ โรงสีข้าว โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้

    2. เครื่องดักจับฝุ่นแบบไส้กรองจีบ (Cartridge Dust Collector) เหมาะสำหรับหน้างานที่มีพื้นที่จำกัด แต่ต้องการประสิทธิภาพการกรองฝุ่นละเอียดสูง เช่น งานตัดเลเซอร์, งานเชื่อมโลหะ หรือ การบรรจุสารเคมีผง

    3. เครื่องกำจัดละอองน้ำมัน (Mist Collector) มักพบได้บ่อยที่สุดในโรงงานเมคคาทรอนิกส์ และ โรงงานกลึงโลหะที่มีการใช้เครื่องจักร CNC ซึ่งต้องฉีดน้ำยาหล่อเย็น (Coolant) หรือ น้ำมันหล่อลื่นตลอดเวลา จนเกิดเป็น "หมอกน้ำมัน" ฟุ้งกระจาย

    4. เครื่องกรองสารเคมี และ ไอระเหย (Scrubber / Carbon Adsorber) เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมเคมี โรงงานชุบโลหะ หรือ โรงงานที่มีกระบวนการหลอมพลาสติก

จะเห็นว่าการออกแบบระบบกรองอากาศโรงงานให้ตรงกับหน้างานไม่ใช่เพียงการเลือกเครื่องกรองที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์กระบวนการผลิต ประเภทของมลพิษ ปริมาณอากาศที่ต้องจัดการ และ ข้อจำกัดของพื้นที่จริงอย่างละเอียด การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบสามารถควบคุมมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นหากสนใจระบบกรองอากาศโรงงานที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ เราขอแนะนำ JAF เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์ ระบบกรองอากาศโรงงาน ซึ่งรักษาคุณภาพทางอากาศได้อย่างเต็มที่อีกทั้งยังช่วย การควบคุมมลพิษทางอากาศที่ครอบคลุม โดยมีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การใช้งาน และ แก้ปัญหาลูกค้าให้หมดไป อีกทั้งยังมีบริการให้คำปรึกษาทั้งก่อน และ บริการหลังการขายที่ดีอีกด้วย

ติดต่อสอบถาม 
บริษัท เจแปน แอร์ฟิลเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด

ที่อยู่: 499/26 หมู่ที่ 13 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540
Tel: 02-186-8942-3, 096-801-2236
Email :sales@jafthailand.com