เครื่องฟอกอากาศ vs ระบบฟอกอากาศในโรงงาน ต่างกันอย่างไร?
เข้าใจข้อแตกต่างระหว่างเครื่องฟอกอากาศ และ ระบบฟอกอากาศในโรงงาน เพื่อให้เลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม

ในยุคที่มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขภาพ และ สิ่งแวดล้อมมีความสำคัญสูงขึ้นมาก โดยแทบทุกอุตสาหกรรมล้วนต้องปรับตัวเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศภายในโรงงาน ทั้งเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน การป้องกันปัญหาฝุ่นที่กระทบต่อกระบวนการผลิต และ การปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย โดยเฉพาะในโรงงานอาหาร ยา เครื่องสำอาง อิเล็กทรอนิกส์ โรงงานเคมี และ คลังสินค้า ซึ่งคำถามที่หลายๆโรงงานมักสงสัย คือ “ระหว่างเครื่องฟอกอากาศทั่วไป กับ ระบบฟอกอากาศแบบอุตสาหกรรม ควรเลือกใช้แบบไหนดี?” บทความนี้จะอธิบายแบบละเอียด เปรียบเทียบทีละด้าน พร้อมแนะนำวิธีเลือกให้เหมาะกับประเภทงานของโรงงานคุณ
ทำความเข้าใจพื้นฐานของ เครื่องฟอกอากาศ คือ อะไร? ระบบฟอกอากาศ คือ อะไร?
- เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier – หน่วยเดี่ยว)
เครื่องฟอกอากาศเป็นอุปกรณ์สำเร็จรูปที่ใช้สำหรับห้องทั่วๆไป เช่น ห้องนอน ห้องประชุม ห้องออฟฟิศ หรือพื้นที่ขนาดเล็ก–กลาง โดยมีจุดเด่น คือ ติดตั้งง่าย , เคลื่อนย้ายสะดวก , ทำงานแบบสแตนด์อโลน , มักใช้ไส้กรอง HEPA, Carbon หรือ ไส้กรองพิเศษเพิ่มเติม และ ดูดอากาศจากรอบตัว และ ปล่อยอากาศสะอาดกลับออกไปด้วย โดยเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับฝุ่นที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ เช่น PM2.5 ควันบุหรี่ กลิ่น หรือ ฝุ่นออฟฟิศ เป็นต้น
- ระบบฟอกอากาศในโรงงาน (Industrial Air Filtration System)
เป็นระบบที่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับระบบระบายอากาศ หรือ HVAC ของโรงงานโดยเฉพาะจึง สามารถดัดแปลงให้เหมาะกับประเภทมลพิษที่ต้องการควบคุมได้ เช่น ฝุ่นละเอียดจากการผลิต , เขม่าหรือ ละอองจากงานเชื่อม , ควันสารเคมี , ไอระเหย (VOC) , ไอโลหะหนัก และ อนุภาคชีวภาพ เช่น เชื้อรา หรือ เชื้อโรคต่างๆ
ลักษณะสำคัญของระบบฟอกอากาศในโรงงาน คือ ใช้พัดลมแรงดันสูง , มีระบบท่อดูด–ท่อจ่าย , มีไส้กรองหลายชั้นระดับอุตสาหกรรม , รองรับการฟอกอากาศปริมาณมาก , เชื่อมต่อกับระบบควบคุมอัตโนมัติ (BAS/EMS) และ มีการออกแบบเฉพาะโรงงานแต่ละประเภท
เครื่องฟอกอากาศเหมาะกับพื้นที่แบบไหน?
แม้เครื่องฟอกอากาศจะใช้งานง่าย แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกอุตสาหกรรม พื้นที่ที่เหมาะกับการใช้ ได้แก่ ห้องแล็บขนาดเล็ก , ออฟฟิศภายในโรงงาน , ห้องพักพนักงาน , ห้องควบคุม (Control Room) , ห้องรับรองลูกค้า และ ห้องบรรจุ หรือ ห้องผลิตที่ปริมาณฝุ่นไม่สูง
แต่จะไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีมลพิษระดับสูง เช่น พื้นที่ที่มีละอองน้ำมัน , พื้นที่ที่มีควันเชื่อม , พื้นที่ผลิตผงแป้ง ผงเคมี , ห้องที่มีฝุ่นฟุ้งในระดับอุตสาหกรรม เพราะเครื่องฟอกอากาศทั่วไปไม่สามารถรับภาระหนักได้ และ อาจอุดตันเร็ว
ระบบฟอกอากาศอุตสาหกรรมเหมาะกับโรงงานแบบใด?
ระบบฟอกอากาศอุตสาหกรรมนั้นจะถูกออกแบบให้รองรับมลพิษที่รุนแรงกว่าเครื่องฟอกอากาศทั่วไป เช่น โรงงานอาหาร/เครื่องดื่ม – ป้องกันฝุ่น/เชื้อปนเปื้อน , โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ – ควบคุมฝุ่นระดับไมครอน , โรงงานโลหะ – กรองควันเชื่อม และ ไอโลหะ , โรงงานเคมี/พ่นสี – ดักจับ VOC และ ควันสเปรย์ , โรงงานไม้ – กรองฝุ่นไม้ปริมาณมาก , โกดังสินค้า – ลดฝุ่นจากการเคลื่อนย้ายสินค้า และ โรงพยาบาล/ห้องปลอดเชื้อ – ที่ควบคุมเชื้อโรคในอากาศ โดยระบบฟอกอากาศอุตสาหกรรมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ 24 ชั่วโมง และ รองรับพื้นที่ได้ตั้งแต่ 100 – 10,000 ตร.ม.
เครื่องฟอกอากาศไม่สามารถทดแทนระบบฟอกอากาศอุตสาหกรรมได้ในกรณีใด?
กรณีที่เครื่องฟอกอากาศ “เอาไม่อยู่” มีกรณีใดบ้าง เช่น
- ฝุ่นจากกระบวนการผลิต ฟุ้งตัวต่อเนื่อง : เช่น โรงงานแปรรูปไม้ โรงงานอาหารแห้ง ฝุ่นจะอุดตันไส้กรองได้เร็วมาก
- ควันเชื่อม และ ไอโลหะ : อนุภาคของมลพิษชนิดนี้จะมีขนาดเล็กกว่าความสามารถของ HEPA และ ยังมีความร้อนร่วมด้วย
- สารเคมีระเหย (VOC) : เครื่องฟอกทั่วไปจะไม่มี Activated Carbon มากพอ หรือ ไม่มีไส้กรองชนิดพิเศษแบบนี้
- ต้องการควบคุมคุณภาพอากาศตามกฎหมายโรงงาน : เครื่องฟอกอากาศทั่วไปไม่มีเอกสารรับรองที่เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม
- พื้นที่ขนาดใหญ่หลายพันตารางเมตร : เครื่องฟอกอากาศจะไม่สามารถสร้างแรงลมได้เพียงพอสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่
ระบบฟอกอากาศในโรงงานประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ระบบอุตสาหกรรมประกอบด้วยอุปกรณ์หลายๆส่วน ได้แก่
- ชุดดูดอากาศ (Suction Unit) : มักติดตั้งแบบ ดูดเฉพาะจุด , Hood ดักควัน , ท่อแขนยืด (Flexible Arm) เพื่อดึงมลพิษก่อนฟุ้งกระจาย
- พัดลมอุตสาหกรรมแรงดันสูง : จะใช้สำหรับเคลื่อนอากาศปริมาณมากๆในระยะไกล เช่น Centrifugal Blower และ Axial Fan
- ตู้กรองอากาศ (Dust Collector / Fume Collector) : ชนิดของระบบฟอกอากาศนั้นจะมีหลากหลาย เช่น Bag Filter , Cartridge Filter , Cyclone , ESP (Electrostatic Precipitator) และ HEPA + Carbon หลายชั้น
- ระบบระบายอากาศทดแทน (Make-Up Air) : เพื่อให้ปริมาณลมหมุนเวียนสมดุล และ ป้องกันแรงดันลบ
- ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Control Panel / IoT / EMS) : จะช่วยตรวจวัดคุณภาพอากาศ, แจ้งเตือนการอุดตัน และ ยังส่งข้อมูลขึ้น Cloud ให้รู้ข้อมูลต่างๆแบบ Real time
จะเห็นได้ว่าในหลายๆโรงงานนั้นจะเลือกใช้ทั้ง เครื่องฟอกอากาศ กับ ระบบฟอกอากาศโรงงาน ควบคู่กันเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด เช่น ระบบอุตสาหกรรมใช้กำจัดมลพิษหลัก และ เครื่องฟอกอากาศใช้เสริมในพื้นที่ออฟฟิศ และ ห้องควบคุมต่างๆ โดยเมื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ คุณภาพอากาศในโรงงานก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ ช่วยให้เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานโรงงานได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้นหากสนใจเครื่องฟอกอากาศ กับ ระบบฟอกอากาศโรงงานที่ได้มาตรฐาน เราขอแนะนำ JAF เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์ ระบบฟอกอากาศ และ เครื่องฟอกอากาศ ซึ่งสามารถกรองมลพิษทางอากาศได้อย่างเต็มที่อีกทั้งยังช่วย การควบคุมมลพิษทางอากาศที่ครอบคลุมทั้งโรงงาน โดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การใช้งาน และ แก้ปัญหาลูกค้าให้หมดไป อีกทั้งยังมีบริการให้คำปรึกษาทั้งก่อน และ บริการหลังการขายที่ดีอีกด้วย
ติดต่อสอบถาม
บริษัท เจแปน แอร์ฟิลเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ที่อยู่ 499/26 หมู่ที่ 13 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540
TEL:02-186-8942-3, 096-801-2236
Email : sales@jafthailand.com



