เลือก Air Filter อย่างไรให้คุ้มค่า และ ประหยัดพลังงานในระยะยาว
วิธีเลือก Air Filter อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และ ยังช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว

ในปัจจุบันที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 มลพิษทางอากาศ และ เชื้อโรคในอากาศได้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ระบบกรองอากาศ หรือ Air Filter จึงไม่ใช่แค่ตัวเลือกเสริม แต่เป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับบ้าน อาคารสำนักงาน โรงงาน และ สถานพยาบาล แต่อย่างไรก็ตาม การเลือก Air Filter ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้น ระบบทำงานหนัก และ ต้องเปลี่ยนไส้กรองบ่อยขึ้นโดยไม่จำเป็น ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ประเภทของ Air Filter หลักการทำงาน ค่าแรงดันตกคร่อม (Pressure Drop) มาตรฐานการกรอง ไปจนถึงเทคนิคการเลือกให้ คุ้มค่า ประหยัดพลังงาน และ ใช้งานได้ยาวนานในระยะยาว
Air Filter คืออะไร และ ทำไมจึงสำคัญต่อการประหยัดพลังงาน
Air Filter คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นละออง สิ่งสกปรก เชื้อโรค และ อนุภาคขนาดเล็กออกจากอากาศ ก่อนที่อากาศจะถูกส่งเข้าสู่พื้นที่ใช้งาน หรือ เข้าสู่ระบบปรับอากาศ โดยหลายๆคนเข้าใจว่า Air Filter มีหน้าที่แค่ทำให้อากาศสะอาด แต่ในความเป็นจริง ไส้กรองอากาศนั้นมีผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานของระบบ HVAC หากเลือกไส้กรองที่ต้านลมสูงเกินไป พัดลม และ เครื่องปรับอากาศจะต้องทำงานหนักขึ้น อาจส่งผลให้กินไฟมากขึ้น และ อายุการใช้งานของอุปกรณ์สั้นลงอีกด้วย
มาตรฐานการกรอง – MERV, EN779 และ ISO 16890
การเลือกให้ "คุ้มค่า" นั้นต้องเริ่มต้นที่การเลือกให้ "ถูกประเภท" การใช้แผ่นกรองที่ละเอียดเกินความจำเป็นจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ ในขณะที่หากหยาบเกินไปจะทำให้คอยล์เย็นสกปรก และพังไวขึ้นด้วย
- MERV Rating (Minimum Efficiency Reporting Value)
มาตรฐาน ASHRAE 52.2 แบ่งระดับการกรองเป็น MERV 1-16 ซึ่ง- MERV 8: เหมาะสำหรับดักจับฝุ่นละอองขนาดใหญ่ในบ้านพักอาศัย
- MERV 13-14: เป็นมาตรฐานใหม่สำหรับอาคารสำนักงานเพื่อป้องกัน PM2.5 และ เชื้อโรค
- MERV 15-16: นิยมใช้ในโรงพยาบาล หรือ พื้นที่ที่ต้องการความสะอาดสูง
- มาตรฐาน EN779
- G3-G4 : MERV 8
- F7-F8 : MERV 13-14
- F9 : MERV 15-16
- มาตรฐาน ISO 16890
มาตรฐานสากลใหม่ที่แบ่งกลุ่มตามขนาดอนุภาค (ePM1, ePM2.5, ePM10) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ออกแบบ สามารถเลือก Filter ได้ตรงกับปัญหามลพิษในพื้นที่นั้นๆ ได้มากขึ้น
แนะนำวิธีการเลือก Air Filter เพื่อประหยัดพลังงานในระยะยาว
- เลือกพื้นที่ผิวสัมผัสที่มากกว่า (High Surface Area)
Air Filter แบบจีบ (Pleated Filter) ที่มีจำนวนจีบมาก จะมีพื้นที่ผิวในการดักจับฝุ่นมากกว่า ทำให้ลมผ่านได้ง่ายกว่า และ อุดตันได้ช้าลง เมื่อเทียบกับแบบแผ่นเรียบธรรมดา - วัสดุสังเคราะห์ vs ใยแก้ว (Synthetic vs Fiberglass)
หากเป็นวัสดุสังเคราะห์สมัยใหม่นั้นมักมีคุณสมบัติในการประจุไฟฟ้าสถิต (Electrostatic) ที่จะช่วยให้ดักจับฝุ่นละเอียดได้ดีขึ้นโดยที่ตัวแผ่นกรองไม่ต้องมีความหนาแน่นจนลมผ่านยากจนเกินไป - การใช้ V-Bank Filter
สำหรับระบบขนาดใหญ่ การใช้ Filter รูปทรงตัว V (V-Bank) จะช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าตัดการกรองได้ถึง 2-3 เท่า จึงช่วยลด Pressure Drop ได้อย่างมีนัยสำคัญ
การติดตั้ง และ การบำรุงรักษา Air Filter เพื่อความยั่งยืนในการใช้งาน
- อย่ารอจนดำถึงเปลี่ยน
การเปลี่ยน Air Filter ตาม "ตารางเวลา" (Time-based) อาจไม่คุ้มค่าเท่าการเปลี่ยนตาม "แรงดัน" (Pressure-based) ดังนั้นเราจึงแนะนำว่าควร ติดตั้งเกจวัดแรงดัน (Differential Pressure Gauge) เพื่อดูว่าเมื่อไหร่ที่ Filter เริ่มกินไฟเกินจุดคุ้มทุน ให้ดูที่ค่าความดันตกคร่อมสุดท้าย (Final Resistance) ของแผ่นกรองอากาศแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ และควรจะดูค่าความดันตกคร่อมเริ่มต้น (Initial Resistance) ยิ่งต่ำยิ่งดี กินไฟน้อย จะทำให้ประหยัดพลังงาน - การป้องกันการรั่วไหล (Air Bypass)
หากติดตั้ง Air Filter ไม่สนิท ลมจะรั่วไหลผ่านขอบแผ่นกรอง (Bypass) จึงนำฝุ่นไปเกาะที่คอยล์เย็น ทำให้ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อนลดลง เครื่องปรับอากาศจึงต้องทำงานนานขึ้น และ เปลืองพลังงานมากขึ้นด้วย
การเลือก Air Filter ให้คุ้มค่า และ ประหยัดพลังงานในระยะยาว ไม่ได้ดูแค่ความสามารถในการกรอง แต่ต้องพิจารณาถึง Pressure Drop มาตรฐานการกรอง อายุการใช้งาน และ ความเหมาะสมกับระบบ หากเลือกได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้อากาศสะอาด ระบบทำงานเต็มประสิทธิภาพ และ ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างยั่งยืน การลงทุนกับ Air Filter ที่ดีตั้งแต่ต้น คือการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งต่อสุขภาพ และ ค่าไฟในอนาคต ดังนั้นหากสนใจระบบ Air Filter ที่มีประสิทธิภาพเราขอแนะนำ JAF เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์ ระบบ Air Filter ซึ่งสามารถกรองมลพิษทางอากาศได้อย่างเต็มที่อีกทั้งยังช่วย การควบคุมมลพิษทางอากาศที่ครอบคลุมทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ต่างๆ โดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคณภาพ ตอบโจทย์การใช้งาน และ แก้ปัญหาลูกค้าให้หมดไป อีกทั้งยังมีบริการให้คำปรึกษาทั้งก่อน และ บริการหลังการขายที่ดีอีกด้วย
ติดต่อสอบถาม
บริษัท เจแปน แอร์ฟิลเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ที่อยู่ 499/26 หมู่ที่ 13 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540
TEL:02-186-8942-3, 096-801-2236
Email : sales@jafthailand.com



